แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคหลอดเลือดสมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคหลอดเลือดสมอง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน การป้องกันและการรักษา

สวัสดีครับ ต่อไปเรามาดูถึงวิธีการป้องกันโรคเส้นเลือดสมองอุดตันกันครับ ซึ่งการป้องกันนั้นแน่นอครับว่าทำได้ง่ายกว่าการรักษามากมายนัก

สำหรับการป้องกันที่ดีที่สุดเลยก็คือ การระวังไม่ให้เลือดเราจับตัวเป็นก้อน หรือตกตะกอนนั่นเองครับ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีได้แก่
1. การลุกเดินหรืออกกำลังกายเบาๆทุก 1-2 ชั่วโมงหากต้องโดยสารหรือนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ การลุกขยับตัวบ่อยๆจะช่วยให้เลือดเก่าที่คั่งค้างอยู่ส่วนปลายได้ไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันโรคหลอดเลือดขอดที่เป็นตัวกระตุ้นให้เลือดเราตกตะกอนง่ายขึ้นด้วยครับ
2. การกินอาหารที่มีวิตามิน K ที่ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งพบได้มากในเนื้อสัตว์ นม เนย น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น แต่ก็ไม่ถึงขนาดจำเป็นต้องกินเสริมนะครับ แค่กินอาหารให้เพียงพอไม่ถึงกับขาดก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะการได้รับวิตามิน K มากเกินไปจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้
3. การกินยาบางชนิดเช่น แอสไพริน แอสไพรินมีสรรพคุณในการลดปวด ทั้งยั้งช่วยลดการจับตัวของเลือดได้ด้วย ในคนที่เสี่ยงกับโรคสมองขาดเลือด แพทย์มักจะให้เบบี้แอสไพรินกินเป็นประจำ เพื่อช่วยลดโอกาสที่จะเกิดโรคได้ แต่การกินแอสไพรินต่อเนื่องมีข้อควรระวังคือ ภาวะเลือดออกไม่หยุด ดังนั้นจึงควรกินภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรนะครับ

เห็นไหมครับว่าการป้องกันไม่ยากเลย แต่การรักษาโรคหลอดเลือดสมองอุดตันนั้นยากมาก หลายคนต้องกลายเป็นคนพิการทั้งๆที่กำลังจะนั่งเครื่องบินไปเที่ยว โดยหลักการแล้วเมื่อมีอาการจำเป็นต้องรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะโอกาสเสียชีวิตจะสูงกว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบธรรมดา เพราะโดยมากแล้วเส้นเลือดที่ถูกอุดตันมักเป็นเส้นเลือดที่มีขนาดใหญ่ เปรียบเสมือนท่อน้ำประปาที่มีขนาดใหญ่อุดตัน จะทำให้แขนงของท่อนั้นขาดน้ำไปทั้งหมด ซึ่งอาจกินบริเวณกว้างมาก จึงทำให้ความพิการที่เกิดขึ้นรุนแรงมากจนถึงขนาดเสียชีวิตได้

ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือแทบไม่มีสัญญาณเตือนใดๆเลย อยู่ๆก็หมดสติไปได้เลย ดังนั้นพยายามให้ความสำคัญกับการป้องกันมากๆนะครับ

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

โรคหลอดเลือดสมอง(Stroke)(2) : หลอดเลือดสมองตีบ

See this page in english language

     สวัสดีครับ ในครั้งที่แล้วเราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของสมอง และโรคร้ายที่จะเกิดกับสมองกันคร่าวๆแล้วนะครับ ซึ่งในวันนี้เราจะมาเรียนรู้กลุ่มอาการแรกของโรคหลอดเลือดสมองกันนะครับ ซึ่งก็คือ กลุ่มอาการสมองขาดเลือดจากเส้นเลือดตีบหรืออุดตัน(Ischemic Stroke or Cerebral Embolism) จะเห็นได้ว่าในกลุ่มนี้จะมีสาเหตุหลักๆ 2 อย่างนะครับ เรามาทำความรู้จักกับสาเหตุแรกก่อนแล้วกันครับ
     เส้นเลือดสมองตีบ เราจะพบได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ มักก่อให้เกิดอาการอัมพาตครึ่งซีก(ซีกซ้ายหรือขวาของร่างกายเพียงซีกเดียว) โดยมากแล้วจะเจอกับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานานครับ ส่วนความรุนแรงนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเส้นเลือดที่ตีบครับ บางคนเส้นเลือดที่ตีบมีขนาดใหญ่แต่กลับมีอาการไม่มาก ในขณะที่อีกคนหนึ่งเส้นเลือดที่ตีบนั้นเป็นแค่เส้นเล็กๆ แต่กลับสร้างความพิการอย่างรุนแรงก็ได้ จะว่าไปก็ขึ้นอยู่กับดวงเหมือนกันครับว่าจะไปตีบที่ตรงไหน แต่ถึงแม้จะดูน่ากลัวแต่โรคนี้กลับเป็นโรคที่หากท่านมีความรู้และได้อ่านบทความนี้จะสามารถลดความพิการ หรือรอดพ้นจากความพิการได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ผมจึงเลือกที่จะเริ่มจากเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าคงมีผู้นำไปใช้แล้วรอดพ้นความพิการได้นะครับ
     ผมขออธิบายถึงสาเหตุให้ละเอียดขึ้นอีกนิดหน่อยนะครับ เราจะได้มีความรู้พื้นฐานและเข้าใจโรคนี้ดีขึ้น ในตอนต้นคงได้ทราบแล้วว่าโรคนี้มักเกิดกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน ในส่วนของผู้สูงอายุผมคงไม่พูดถึงมากนักนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องความเสื่อมไปของร่างกาย เราไปแก้ไขอะไรได้ไม่มากนัก แต่ผมจะเน้นมากเรื่องโรคเบาหวาน ที่ปัจจุบันคนไทยเป็นกันเยอะ เพราะเราเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารไปจากสมัยก่อนมาก แต่หากจะให้เล่าเรื่องโรคเบาหวานตอนนี้คงไม่จบเรื่องโรคเส้นเลือดสมองแน่ ขออนุญาตรวบรวมไว้เป็นเรื่องของโรคเบาหวานโดยเฉพาะอีกทีแล้วกันนะครับ
     มาต่อที่เส้นเลือดสมองตีบนะครับสำหรับอาการที่ต้องสงสัยว่าเป็นเส้นเลือดสมองตีบอย่างละเอียดมีดังนี้ครับ
  • เวียนศีรษะ(บางครั้งรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมหมุนไปหมด ถ้าใครเคยเล่นหมุนตัวรอบตัวเองสมัยเด็กๆล่ะก็จะรู้สึกแบบนั้นล่ะครับ) ซึ่งจะต่างจากการเวียนศีรษะที่ท่านเคยเป็นอย่างค่อนข้างมากเลยครับ
  • อาเจียน มักเกิดร่วมกับการเวียนศีรษะ บางครั้งอาเจียนจนพุ่งออกมาเลยก็มี
  • ลิ้นแข็งขยับลิ้นได้ลำบาก ลิ้นชา กลืนอาหารลำบาก โดยเฉพาะน้ำจะทำให้สำลักได้ทันที บางคนจะพูดไม่ได้ด้วย
  • ปากเบี้ยวไปข้างใดข้างหนึ่ง บางคนหนังตาตกข้างเดียว อาจมีคอเอียงได้บ้างครับ
  • แขนขาชา(เหมือนเป็นเหน็บ) ขยับได้ลำบาก บางครั้งค่อยๆเริ่มอ่อนแรงลงจนกระทั่งไม่มีแรงไปเลย และจะเป็นเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น(ซ้ายหรือขวา)
  • ลุกขึ้นยืน เดินไม่ได้ ทรงตัวไม่อยู่ มีอาการเหมือนเข่าอ่อนไม่มีแรง
  • บางคนมีอาการที่กล่าวมาทั้งหมดแถมหมดสติไปอีกด้วย
     ถ้าตัวท่านหรือคนที่ท่านรักมีอาการดังนี้อย่าพึ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูกนะครับ ขอให้ปฏิบัติตัวดังนี้คือ
  • หากท่านยังไม่หมดสติ ให้ทำการสำรวจตัวเองอย่างรวดเร็วครับว่าส่วนใดบ้างที่อ่อนแรงลงไปเพราะส่วนมากจะเป็นเพียงซีกเดียวเท่านั้น ท่านยังเหลือร่างกายอีกข้างที่ยังใช้ได้ครับ
  • เรียกคนที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที หรือใช้วิธีทำให้เกิดเสียงดังๆก็ได้ ในกรณีที่ท่านพูดไม่ได้นะครับ
  • อย่าดื่มน้ำหรือกินอาหารใดๆเพราะอาจทำให้สำลักลงปอดได้ จะทำให้อาการแย่ลงไปอีกครับ
  • นำส่งโรงพยาบาลทันที ในส่วนนี้สำคัญที่สุดครับ ผมไม่แนะนำให้ส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนเสมอไปนะครับ เพราะโรคนี้จะลดความพิการหรือรอดพ้นความพิการได้ท่านต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องถายใน 3 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการเท่านั้น
     ที่บอก 3 ชั่วโมงเพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองบางส่วนที่ขาดเลือดนั้นยังสามารถฟื้นขึ้นมาได้เมื่อได้รับเลือดและออกซิเจนปริมาณสูงเพียงพอครับ บางคนพาเข้าโรงพยาบาลใกล้บ้านแต่แทบไม่ได้รับการตรวจประเมินหรือรักษาใดๆจนพ้นระยะวิกฤติคือ 3 ชั่วโมงไปก็แปลว่าจะกลายเป็นคนพิการค่อนข้างแน่นอนครับ
ดังนั้น ผมขอแนะนำให้พาไปโรงพยาบาลที่สามารถตรวจประเมินได้ทันที มีแพทย์และเครื่องมือที่ตรวจได้ (คือ CT Scan และ MRI )ครับ นอกจากนี้บางโรงพยาบาลในกรุงเทพจะมีระบบรับผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบอยู่แล้วทำให้สามารถเข้าสู่ระบบการตรวจจนกระทั่งได้ยาภายใน 3 ชั่วโมงค่อนข้างแน่นอนครับ
     โรงพยาบาลที่มีระบบนี้เท่าที่ผมนึกออกนะครับ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช รามาธิบดี ราชวิถี ของเอกชนก็น่าจะเป็นบำรุงราษฎร์ ครับ ส่วนโรงพยาบาลใกล้บ้านท่านจะมีระบบดังกล่าวไหมขอแนะนำให้ท่านโทรศัพท์ไปสอบถามล่วงหน้าก่อนนะครับ และถ้าจะให้ดีทำความเข้าใจกับคนในบ้านไว้ก่อนเลยนะครับว่าถ้าท่านมีอาการขึ้นมาจริงๆจะไปโรงพยาบาลไหนก็จะสามารถรอดพ้นจากความพิการได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์เลยครับ
     ในตอนต่อไปเราจะมารู้จักกับอีกกลุ่มหนึ่งนะครับนั่นคือเส้นเลือดอุดตันครับ

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke)(1) สมองนั้นสำคัญไฉน?

See this article in english language

      สวัสดีครับ สำหรับวันนี้เรามาพูดถึงเรื่องโรคหลอดเลือดสมองกัน โดยก่อนจะพูดถึงเรื่องการหลีกหนีโรคร้ายนี้ ผมอยากให้คุณมีความรู้กันก่อนว่าโรคกลุ่มนี้ทำให้เราพิการได้อย่างไร เพื่อปูพื้นความรู้ในการสังเกตอาการบางอย่างของตัวเองและคนใกล้ชิดได้ด้วยนะครับ

     ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับสมองกันครับ
"สมองเป็นอวัยวะหลักที่ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรู้สึกนึกคิด การพูด ความจำ ความฉลาด การทำงานของหัวใจและอวัยวะภายในทุกอย่างทั้งในตอนที่เราตื่นและตอนที่เราหลับ"
     เรียกได้ว่าทำงานทุกอย่างและทำงานตลอดเวลานั่นเองครับ ซึ่งถือเป็นอวัยวะมหัศจรรย์มากที่สุดของมนุษย์ก็ว่าได้ ทราบไหมครับว่าทุกวันนี้เรายังเรียนรู้การทำงานของสมองได้น้อยกว่าการรู้จักอวกาศนอกโลกเสียอีกนะครับ

      ด้วยความที่สมองเราต้องทำงานตลอดเวลาย่อมต้องใช้ออกซิเจนและพลังงานมากเป็นธรรมดา ซึ่งสารให้พลังงานที่สมองใช้นั้นก็คือ กลูโคสหรือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวโดยร่างกายจะส่งออกซิเจนและกลูโคสไปที่สมองทางเส้นเลือดเท่านั้น เห็นไหมครับว่าถ้าเกิดปัญหากับระบบเส้นเลือดก็เปรียบเสมือนเราจะขับรถแบบไม่ได้เติมน้ำมันนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติในการนำส่งออกซิเจนและกลูโคส สมองจะหยุดการทำงานลงในเวลาไม่นาน และจะหยุดสนิทเมื่อขาดเลือดราวๆ 4-5 นาทีครับซึ่งก็คือสมองตายแล้วนั่นเองแปลว่าการทำงานทุกอย่างของร่างกายก็จะหยุดตามลงไปทั้งหมดทางการแพทย์จึงถือว่าการที่ถูกวินิจฉัยว่าสมองตายให้ถือว่าบุคคลนั้นเสียชีวิตแล้วนั่นเองครับ

     ซึ่งกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองนี้ชื่อก็ตรงตัวเลยครับ คือเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดของสมอง เราจะเจอได้บ่อยมี 3 อย่างนะครับได้แก่
     1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
     2. หลอดเลือดสมองแตก
     3. หลอดเลือดสมองโป่งพอง

     ทั้งสามแบบนี้ล้วนสามารถทำให้เราพิการได้ทั้งสิ้นครับ โดนส่วนมากแล้วมักจะทำให้เราพิการแบบถาวรกันเลยทีเดียว หากเราไม่ป้องกันหรือรีบรักษาเมื่อเกิดอาการอย่างทันท่วงทีครับ จะเห็นได้ว่าโรคกลุ่มนี้ค่อนข้างอันตรายและยังเสี่ยงกับความพิการมากที่สุด แม้จะไม่ได้เป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับแรกก็ตาม แต่เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเราก็คงไม่พ้นคำว่า "ไม่ตายก็พิการแหละครับ" ถ้าใครไปโรงพยาบาลบ่อยๆ จะเห็นได้ว่าในบรรดาผู้ป่วยที่มาทำกายภาพบำบัดนั้นกว่าครึ่งหนึ่งมาด้วยอาการทางสมองครับ จนทำให้หลายๆโรงพยาบาลต้องมีทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว สำหรับตัวผมเองก็มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ดูแลอยู่หลายคนเลยครับ บางคนเริ่มเป็นมาเกือบสิบปีเข้าไปแล้ว ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่จะอยู่บนเตียงนอนครับ มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงคิดภาพออก และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารักแน่ๆเลยใช่ไหมครับ

     คิดว่าทุกท่านคงเห็นถึงความสำคัญของสมองกันแล้วนะครับ ไว้เรามาดูความแตกต่างแต่ละแบบกันในบทความต่อไปกันครับ